วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อย่ามองข้าม (...)

จากบททดสอบเก็บคะแนนที่ผ่านมา
สิ่งหนึ่งที่พวกเรามองข้าม
อาจเป็นเพียงเพราะจุดเล็ก ๆ ที่ไม่สำคัญ
จุดที่ทุกคนมองข้าม
แต่ในจุด(...) เล็ก ๆ เพียงไม่กี่จุด
อาจทำให้หลายคนได้คะแนนเพิ่ม
หรือทำให้อีกหลาย ๆ คน ที่ต้องพลาดคะแนนไป
...อย่างน่าเสียดาย...แต่ไม่ต้องเสียใจ...
เพราะสาเหตุใด ???
นั้นเป็นเพราะจุด(...) เล็ก ๆ ที่เรามองข้ามนั่นเอง

ในชีวิตจริงของเราก็เช่นเดียวกัน
บางครั้งเรื่องเล็ก ๆ ที่เราคิดว่าไม่สำคัญอะไร
อาจทำให้เกิดปัญหา...
เกิดความสับสนวุ่นวายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตได้...
เพียงเพราะเราไม่ใส่ใจต่อสิ่งนั้น

หลายครั้งที่เราเจอปัญหา...
เรามักจะมองไกลออกไปจากตัวเรามากเกินไป
จนทำให้เราไม่สามารถมองเห็นปัญหาได้อย่างชัดเจน
นั่นเป็นเพราะ...
“เราไม่ใส่ใจในความรู้สึกของตัวเอง”

เราลองมองย้อนกลับมาที่ใจของเราอีกครั้ง
เราจะพบว่า...
“สิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด
แม้จะเป็นเพียงจุด (...) เล็ก ๆ น้อย ๆ
เราก็อย่ามองข้าม...”

เพราะจุดเริ่มต้นของปัญหาทุกอย่าง
เกิดที่ใจของเรา...
เมื่อเกิดที่ใจของเราแล้ว
เราต้องแก้ที่ใจของเราก่อนเป็นอันดับแรก

บทความ...โดย..ชายน้อย..

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรียนรู้เพื่อปล่อยวาง

อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เมื่อเปรียบเทียบกับจิตใจ
ที่หลาย ๆ คน อาจมองเห็นว่า เล็กน้อย

แต่ในความเป็นจริง
อาณาจักรใด ๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่
เท่ากับอาณาจักร คือ จิตใจ

โลกทั้งโลก
จะอยู่ภายใต้จิตใจของเรานี่เอง

การเรียนรู้โลกภายนอก
ที่อาจดูว่ากว้างใหญ่
ก็ยังไม่เท่ากับการเรียนรู้โลกภายใน
นั่นคือ จิตใจของเราเอง

การเรียนรู้เพื่อปล่อยวาง
หลายคนก็มักคิดเสมอว่า..
ทำได้ยาก

เพียงเพราะไม่รู้จักวิธี
ที่จะหยุดถามใจตนเองสักนิดว่า..
ชีวิตของเราคือ อะไร ?
ชีวิตของเราเป็นอย่างไร ?
ชีวิตของเราเป็นไปอย่างไร ?
ชีวิตของเราควรให้เป็นไปอย่างไร ?
และชีวิตของเราควรเป็นอยู่อย่างไร ?

นี่ต่างหาก
ที่เป็นคำถามที่ต้องการให้เราได้ตอบ

หากเราตอบคำถามเหล่านี้ได้
นั้นจะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่
เป็นการเห็นคุณค่าของชีวิตได้อย่างแท้จริง

การเรียนรู้ความเป็นไปต่าง ๆ
ของชีวิตอย่างเข้าใจ
แล้วปล่อยวาง..
นั่นจะเป็นการค้นพบจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต
เพราะนั้น คือ การบรรลุธรรม
ที่ลึกซึ้ง สูงสุด ในจิตใจ

คงไม่ยากเกินไป
สำหรับการบรรลุสภาวะแห่งความสงบสุขนั้น

คงไม่ยากเกินไป
สำหรับการหยุด..เพื่อเรียนรู้และปล่อยวาง

บทความ..โดย..ชายน้อย

นิยามของคำว่า ไม่

คำปฏิเสธทั่ว ๆ ไป
เป็นการแสดงถึงการบ่งบอกว่า “ไม่”

การดำเนินชีวิตของเรา
บ่อยครั้งที่เราใช้การปฏิเสธไม่เป็น
เราจึงต้องตกที่นั่งลำบาก
ทั้ง ๆ ที่จิตใจบางครั้งก็ฝืนความรู้สึก

คำว่า “ไม่”
จึงเป็นคำปฏิเสธที่มีความหมาย
ในทางธรรมะถือว่า
เป็นสุดยอดของธรรมะที่เราต้องใช้บ่อย ๆ

เมื่อเวลาที่เรา
ถูกกิเลส คือ ความอยากต่าง ๆ ครอบงำ
วิธีง่าย ๆ คือ
เราต้องรู้จักปฏิเสธให้เป็น
ต่อความอยากที่ไม่ดีที่เกิดขึ้น

จงอย่าที่จะพยายาม
“ยอมรับ” สิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้น

การปฏิเสธ
เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางธรรมได้เป็นอย่างดี

เวลาที่เกิดความอยากได้
สิ่งโน้น..สิ่งนี้
ถ้าพิจารณาแล้วและเห็นว่า
เป้นความอยากหลอก ๆ
เราก็ต้องกล้าที่จะปฏิเสธ
หากได้พิจารณาเห็นถึงความจำเป็น
ในสิ่งนั้น ๆ อย่างถ่องแท้แล้ว
ก็ควรรีบปฏิเสธทันที

แต่ในทางตรงกันข้าม
หากสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีงาม..ถูกต้อง..ถูกธรรม
เราก็ควรรับและปฏิบัติ

สิ่งที่ไม่ดี..
ควรรีบปฏิเสธว่า “ไม่”
สิ่งใดที่ดีงาม..ควรรีบรับและลงมือทำ..ทันที

จิตใจที่ถูกปฏิเสธ
ในเรื่องที่ไม่ดี
เมื่อเราปฏิเสธบ่อย ๆ
ความเข้มแข็งในจิตใจก็จะเพิ่มมากขึ้น

แต่เมื่อใด
จิตใจต้อนรับสิ่งที่ไม่ดีบ่อย ๆ
ความอ่อนแอทางจิตใจก็เพิ่มมากขึ้น

บทความ..โดย..ชายน้อย

พลังจิตมหาเมตตา

เมตตา
คือ พลังแห่งความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
โดยไม่มีประมาณ

เป็นความบริสุทธิ์ของจิตใจ
ที่เติมเต็มไปด้วยความรู้สึกดี ๆ
จากจิตใจที่งดงาม

พลังจิตมหาเมตตา
คือ พลังแห่งความบริสุทธิ์
ที่แผ่รัศมีออกจากจิตใจที่งดงาม
เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี

เมื่อใดก็ตาม
ที่จิตใจของเรา
เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี
จากจิตใจที่บริสุทธิ์ และงดงาม

เมื่อนั้น
พลังจิตแห่งความเมตตา
จะเพิ่มพลังแห่งอานุภาพที่ยิ่งใหญ่
ให้กับบุคคลนั้นทันที

ความรัก..ความปรารถนาดี
จะนำมาซึ่งความสงบสุข

พลังจิต
คือ พลังแห่งความรู้สึก
ที่แสดงอออกภายใต้จิตสำนึก
เป็นการบ่งบอกถึงพลังอำนาจ
ที่เหนือกว่าอำนาจใด ๆ ในโลกหล้า

ดังนั้น
เมื่อใดที่เรารู้สึกโกรธ
พยาบาท อาฆาตแค้นผู้ใด

จงใช้พลังจิตมหาเมตตา
แห่งความปรารถนาดีที่ยิ่งใหญ่
ที่จะอภัยให้ได้เสมอและตลอดเวลา

เมื่อนั้นแหละ
อานุภาพที่แอบแฝงอยู่ในจิตใจของเรา
จะส่งผลต่อความรู้สึกของบุคคลนั้นทันที

บทความ..โดย..ชายน้อย

หนี้บุญ..หนี้กุศล

เมื่อใดที่คนอื่นทำความดีต่อเรา
ขอให้เราจดจำภาพแห่งความดี
ของบุคคลนั้น ๆ ไว้
ตราบนานเท่านั้น
เหมือนเราใช้มีดกรีดลงบนก้อนหินผา

แต่เมื่อใดที่คนอื่นทำไม่ดีต่อเรา
ขอให้เราลบภาพไม่ดีนั้นออกจากจิตใจของเรา
ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เหมือนเราเขียนชื่อเขาลงบนหาดทราย
เมื่อน้ำทะเลพัดเข้าหาฝั่ง
ทรายย่อมเหลวละลายกลับคืนเหมือนเดิม
ทิ้งไว้แต่ความสวยงาม น่าชื่นชมยินดี

อันบุญกุศล
ความดีงามต่าง ๆ
ทั้งของตนเองและคนอื่น
ขอให้เราจงจดจำภาพแห่งความดีงามเหล่านั้น
ประทับไว้ในจิตใจ ตลอดเวลาทุก ๆ วินาที

ส่วนภาพความไม่ดีงาม
ของตนและบุคคลอื่น
ให้เราลบภาพเหล่านั้นให้เร็วที่สุด
แล้วสร้างภาพที่งดงามไว้ในจิตใจแทนที่

ความดี..บุญกุศลนั้น
ควรจดจำและพร้อมตอบแทน
ทุกครั้งที่มีโอกาส

ส่วนอกุศลที่ไม่ดีงาม
ควรเลิก ลด ละ
ให้น้อยลง และเบาบางลง

ความดี..คนดีทำได้ง่าย
ความดี..คนชั่วทำได้ยาก

ความชั่ว..คนชั่วทำได้ง่าย
ความชั่ว..คนดีทำได้ยาก

แล้วลองถามตัวเราเองว่า
เราทำความดีได้ง่าย..
หรือทำความชั่วได้ง่ายกว่ากัน

ถ้าเราทำได้เช่นนี้
ก็ได้ชื่อว่า..เป็นคนดีอย่างแท้จริงและแน่นอน

บทความ..โดย..ชายน้อย

หนี้กรรม

กรรม คือ การกระทำ
ที่ประกอบด้วยเจตนา

หนี้ คือ สิ่งต้องชดใช้ ต้องชำระ

อยากหนีกรรม
จงอย่าสร้างกรรม

หนี้กรรม
คือ ผลที่เกิดจากกระทำของตนเอง
ทั้งดีและไม่ดี
ทั้งทางกาย วาจา และใจ

หนี้กรรมหมดได้
ต้องชดใช้กรรม
จะช้าหรือเร็ว
อยู่ที่แรงกรรมที่กระทำ

แต่ผลแห่งกรรมที่เกิดขึ้น
ล้วนเกิดจากกระทำของตนเองทั้งนั้น

การจะหนีหนี้กรรมได้นั้น
ต้องหมั่นชำระจิตใจของตนเอง
พยายามเติมความดีมาก ๆ
เพื่อชำระให้ความไม่ดีลดน้อย เบาบางลง

เหมือนภาชนะแก้วใส
ที่ไม่ว่าจะเติมสิ่งใด ๆ ลงไป
ก็จะสามารถรับรู้และมองเห็นได้อย่างชัดเจน

หากเปรียบความชั่ว เหมือนเกลือ
ความดี เหมือนน้ำ
ภาชนะแก้วใส เหมือนจิตใจ

แล้วลองนำเอาสิ่งต่าง ๆ
ใส่ลงไปในภาชนะแก้วใส คือ จิตใจของเรา
เช่น บางคนอาจจะเอาเกลือ คือ ความชั่ว
ใส่ลงไปในภาชนะแก้วใสมากกว่าน้ำ คือ ความดี
รับรองได้ว่า แก้วใบนั้นจะต้องมีรสเค็มแน่นอน

หากเราเอาความดี คือ น้ำ
ใส่ลงไปเยอะ ๆ
มีปริมาณมากกว่าความชั่ว คือ เกลือ
น้ำในแก้วนั้นก็จืดจาง

น้ำ คือ ความดีของเรา
ยิ่งเติมมาก กระทำให้มากเท่าไรยิ่งดี

บทความ..โดย..ชายน้อย

๓ หลัก สร้างสังคมแบบพอเพียง

สังคมเกิดความสับสนวุ่นวาย
เกิดจากมนุษย์เป็นผู้สร้าง

สังคมจะเข้มแข็งและพัฒนา
ขึ้นอยู่ที่ตัวเราเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์สังคม

เพียงคนหนึ่งคน
สามารถสร้างปัญหามากมายในสังคมได้

เพียงคนหนึ่งคน
เมื่อร่วมแรงร่วมใจกัน
ก็สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้เช่นกัน

สังคมดี
จึงเริ่มต้นจากจิตใจที่ดีของตัวเราเองก่อน
มีจิตอาสา..ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคมให้เข้มแข็งต่อไป

ตามหลักสร้างสรรค์สังคมแบบพอเพียง
คือ..พอประมาณ..มีเหตุผล..มีภูมิคุ้มกัน

๑. พอประมาณ
คือ พอใจในสิ่งที่ตนเองมี
ยินดีในสิ่งที่ตนได้
รู้ใช้จ่าย ประหยัดพอเพียง

๒. มีเหตุผล
คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล
รู้จักตน รู้จักประมาณ
รู้จักกาล รู้จักชุมชน
รู้สังคม สร้างสรรค์พัฒนา

๓. มีภูมิคุ้มกัน
คือ สร้างภูมิคุ้มกันภัย
ฝึกฝนอบรมจิตใจพัฒนา
ใช้ธรรมะแก้ไขปัญหา
เสริมคุณค่า พัฒนาคุณธรรม

หลักทั้ง ๓ ที่กล่าวมานี้
คือ Moso ของพวกเรา
ขอเชิญพวกเรามาช่วยกัน
สร้างสรรค์สังคมให้เข้มแข็ง
พร้อมเปลี่ยนแปลงและแก้ไข
พัฒนาสังคมเริ่มที่จิตใจ
ให้ก้าวไกลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
กล่าวโดยสรุปตามหลักพอเพียง
เพียงพอ แบบพอเพียง
คือ พอดี พออยู่ พอรู้ พอใช้ พอประมาณ

พอเพียง แบบเพียงพอ
คือ พอใจที่มี ยินดีที่ได้ ใช้จ่ายพอดี ชีวิมีสุข

รวมเรียกสูตรสำเร็จของสังคม Moso
สังคมของคนรุ่นใหม่
(Mo = Moderation ความประมาณ ความพอดี)
(So = Society สังคม)

บทความ..โดย..ชายน้อย

นิทานชีวิต

ตำนานนิทาน
เรื่องเล่าที่กล่าวขานกันมา
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หลายต่อหลายเรื่อง
ที่แฝงข้อคิดเตือนใจ
ให้แก่อนุชนคนรุ่นหลัง

ดังนิทานชีวิต
ที่มีตัวเราเป็นผู้กำกับการแสดง
เป็นพระเอก นางเอกบ้าง
เป็นผู้ดี ผู้ร้ายบ้าง
และเป็นอีกหลาย ๆ บทบาทการแสดง

บางครั้งโศกเศร้า..เสียใจเป็นทุกข์
บางครั้งสนุกสนาน..เป็นสุขทุกเวลา

แต่หลายคน..
มักลืมไปว่า..ในนิทานชีวิตเรื่องนั้น..
บางบท..บางตอน..
ไม่ได้เป็นดังเช่นที่เราคิดเสมอไป

บางครั้งบางคราว
แสดงยังไม่จบ..ก็พบจุดจบของเรื่อง
ก่อเกิดปัญหาอุปสรรค
ทำให้เจ็บปวดทั้งกายและใจ

นิทานชีวิต
กับเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
กับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
มีทั้งข้อคิดเตือนใจ
มีคุณค่าแก่การกล่าวขาน
เป็นบทตำนานนิทานชีวิตต่อไป

บททุกบาทการแสดง
จะแสดงดีหรือไม่อย่างไร
ขึ้นกับตัวเราเป็นผู้กำกับนิทานชีวิต

ชีวิตของเรา
เปรียบเหมือนโรงละคร
ที่เราเป็นผู้แสดง
ไปตามบทบาทของกฎแห่งกรรม

กรรมดี..
ชีวิตก็ดำเนินไปได้ดี ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง

กรรมชั่ว
ชีวิตก็มืดมน
ทำอะไรก็มีอุปสรรค ติดขัดอยู่เสมอ

จงหมั่นสร้างสรรค์กรรมดี
ทำความดีฝากไว้
เพื่อเป็นตำนานนิทานชีวิต
ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้กล่าวขานต่อไป

บทความ...โดย..ชายน้อย

แบตเตอรี่หัวใจ

โทรศัพท์จะสวยงามเพียงไร
จะมีราคาแพงมากสักเท่าใด
หากแบตเตอรี่อ่อน..แบตเตอรี่เสื่อม..
ก็ไม่มีค่า..ไม่มีความหมายอะไร

เป็นเหมือนเศษเหล็ก..
เศษไม้ธรรมดา..
ที่ใช้ประโยชน์ในการสื่อสารไม่ได้

ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน
หากหมดกำลังใจ
ก็ยากที่จะดำเนินชีวิต
ให้ประสบความสำเร็จได้

แบตเตอรี่..
หมดถ่าน..เราต้องชาร์ทไฟ

แบตเตอรี่หัวใจ..หมดไฟ
เราต้องชาร์ทพลังใจ..เสริมสร้างพลังงาน

พลังใจสร้างขึ้นได้
ด้วยการฝึกฝน..อบรมจิตใจ
เป็นการเติมเชื้อไฟให้กับตนเอง

ความสุข
จะบังเกิดขึ้นในจิตใจ
เพียงเพราะทำใจไม่ให้สับสนวุ่นวาย
ทำใจให้หยุดนิ่ง
มีสติรู้เท่าทัน
เมื่อนั้น..ความสงบจะบังเกิดขึ้นทันที

น้ำใส..จิตใจผ่องใส
จะมองอะไรก็ย่อมเห็น..ได้อย่างชัดเจน

น้ำขุ่น..จิตใจเศร้าหมอง
ย่อมมองอะไรก็ไม่เห็น..และไม่ชัดเจน

เรามาช่วยกันเติมเต็ม
ชาร์ทแบตเตอรี่หัวใจกันเถอะ
อย่างปล่อยให้หมดถ่าน..หมดไฟ
เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น
นานวันไป..แบตเตอรี่อาจจะเสื่อมคุณภาพ..
และใช้ประโยชน์ไม่ได้

สิ่งที่มีค่า
อาจจะไม่มีคุณค่า
ถ้าเราไม่ใส่ใจ..และขาดกำลังใจ

คนเรา..
จะขาดสิ่งใดก็ได้
แต่อย่าขาดกำลังใจ

จะเสียอะไรก็ได้
แต่อย่าเสียกำลังใจ

จะหมดอะไรก็ได้
แต่อย่าหมดกำลังใจ

กำลังใจสำคัญที่สุด
ต้องเพิ่มให้ปล่อย..ทำให้เต็ม
อย่าปล่อยให้ลดหรือหมดกำลังใจอย่างเด็ดขาด

บทความ..โดย..ชายน้อย

นาฬิกาชีวิต

ทุก ๆ วินาที
ของจังหวะแห่งการก้าวเดินของชีวิต
หากเปรียบได้กับวันเวลา
ที่มีนาฬิกาชีวิตเป็นเครื่องบ่งบอก
จะทำให้เราค้นพบว่า

บางช่วงจังหวะของชีวิต
คือ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการมีชีวิตอยู่

นาฬิกาชีวิต
ของคนเราแตกต่างกัน
เหมือนกับช่วงกาลเวลาที่ผ่านวัยของคนเรา

วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา

นาฬิกาชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน
ช่วงวัยเด็ก
อาจเปรียบได้กับช่วงเวลา ๐๖.๐๐ น.
ยังเช้าอยู่ รอรับรุ่งอรุณแสงทองแห่งชีวิต
อยู่ในช่วงสดชื่น สดใส

ช่วงวัยรุ่น
อาจเปรียบได้กับช่วงเวลา ๐๘.๐๐ น.
ช่วงตะวันทอแสงอ่อน
เป็นวัยที่สนุกสนาน ร่าเริง
มักสนใจอยู่กับเพื่อน กับความสวยงามของตนเอง

ช่วงวัยผู้ใหญ่
อาจเปรียบได้กับช่วงเวลา ๑๒.๐๐ น.
เที่ยงวันกันเอง ครึ่งหนึ่งของชีวิต
ที่ต้องแบกรับภาระต่าง ๆ ในชีวิต
กำลังร้อนแรง สู้อดทนต่อทุก ๆ สิ่ง
ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านประสบการณ์ชีวิตนานัปการ
เป็นวัยที่ต้องสร้างหลักฐานชีวิตครอบครัว

ช่วงวัยชรา สู่วัยสูงค่าราคาคน
อาจเปรียบได้กับช่วงเวลา ๑๘.๐๐ น. หรือ ๖ โมงเย็น
ตะวันเริ่มลาลับขอบฟ้า
หมดเรี่ยวแรง เข้าสู่วัยพักผ่อนหย่อนใจ
เพื่อหันกลับมาเริ่มต้น
พัฒนาคุณธรรมในจิตใจ
เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้า
ดวงจันทรา และหมู่ดาวทอแสงระยิบระยับ
งามสง่าในยามค่ำคืน

นาฬิกาชีวิต
ในช่วงยามราตรี
ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาแต่ละช่วงเวลา
ของทุกเพศทุกวัย
ล้วนมีจุดเริ่มต้นที่สดใส
แต่จุดจบของแต่ละคน..อาจมีช่วงเวลาที่ไม่เท่ากัน

นาฬิกาชีวิตของเรา
จะเดินได้ต่อไปหรือไม่
ขึ้นอยู่ที่ถ่านไฟเก่า คือ บุญกุศลที่เคยทำมา
และถ่านไฟใหม่ คือ
การได้เกิดมาสร้างคุณงามความดี

ถ่านไฟสองก้อนนี้
จะเป็นเครื่องบ่งบอกว่า
นาฬิกาชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร

บทความ..โดย..ชายน้อย

ลมหายใจแห่งความดี

จุดเริ่มต้นของทุกชีวิต
เกิดจากการเป็นอยู่ด้วยลมหายใจ

จุดเริ่มต้นแห่งคุณงามความดีทุกอย่าง
เริ่มต้นที่จิตใจของเราเอง

จุดเปลี่ยนของชีวิต
เริ่มต้นจากความคิดแง่บวก

ความคิดที่เป็นพลังบวก
สามารถสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
และมหัศจรรย์ที่สุด
ให้กับชีวิตที่มีลมหายใจ

หากเราปราศจาก
ซึ่งลมหายใจ
นั้นย่อมหมายถึง
การสิ้นไปแห่งชีวิต
อันนำมาซึ่งความตายนั่นเอง

หากแม้นว่าชีวิต
ที่ยังมีลมหายใจ
นั่นย่อมเป็นการแสดงถึง
อานุภาพอันยิ่งใหญ่
ในการสร้างคุณงามความดีต่อไป

ลมหมายใจ
แห่งความงดงาม ความดี
คือ ลมหายใจแห่งชีวิตที่มีคุณค่า

เพราะทุกลมหายใจเข้า-ออก
คือ การเรียนรู้โลกแห่งชีวิต
ในความเป็นจริงเสมอ

ลมหายใจที่แผ่วเบา ขาด ๆ เกิน ๆ
คือ ลมหายใจแห่งความสิ้นหวัง
ที่รอวันหมดอายุขัย
รอการสิ้นไปอย่างไร้คุณค่า

คุณความดี
แห่งลมหายใจของเราทุกคน
สร้างขึ้นได้ด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง
เพียงการรู้วิธีหายใจเข้า-ออก อย่างช้า ๆ ยาว ๆ
อย่างมีสติตลอดเวลา

เชื่อแน่ว่า
ทุก ๆ วินาทีของลมหายใจของเรา
จะมีคุณค่าอย่างมหาศาล
และทำให้เกิดประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่
นั่นคือ ความสุขและความสงบ
ที่เกิดขึ้นจากลมหายใจแห่งความดี
เพียงมีสติ รับรู้ความรู้สึกตัวตลอดเวลาเท่านั่นเอง


บทความ..โดย..ชายน้อย

สิ่งที่ดีที่สุด

เวลาที่เราจะทำอะไร
ก็จงพยายามทำสิ่งนั้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะพูดอะไร
ก็จงพยายามพูดสิ่งนั้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะคิดอะไร
ก็จงพยายามคิดสิ่งนั้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะชอบอะไร
ก็จงพยายามชอบสิ่งนั้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะเขียนอะไร
ก็จงพยายามเขียนเรื่องนั้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะค้นหาอะไร
ก็จงพยายามค้นหาสิ่งนั้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะมองอะไร
ก็จงพยายามมองสิ่งนั้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะฟังอะไร
ก็จงพยายามฟังสิ่งนั้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะถามสิ่งใด
ก็จงพยายามถามคำถามนั้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะอยู่กับใคร
ก็จงพยายามอยู่อย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะปฏิบัติสิ่งใดกับใคร ๆ
ก็จงพยายามปฏิบัติต่อตนเองอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะขออะไร
ก็จงพยายามขอให้น้อยที่สุดอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราจะให้อะไรกับใคร
ก็จงพยายามให้แต่สิ่งที่ดีที่สุดอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราเจอความทุกข์อะไร
ก็จงพยายามทำใจปล่อยวางอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราเจอความสุขอะไร
ก็จงพยายามปรับใจเตรียมพร้อมที่รับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราเจอปัญหาอะไร
ก็จงพยายามใช้สติปัญญาอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราเกิดความเสียใจอะไร
ก็จงพยายามเข้าใจตนเองอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

เวลาที่เราไม่สบายใจอะไร
ก็จงพยายามสงบใจอย่างมีสติ..ให้ดีที่สุด

บทความ..โดย..ชายน้อย

เมื่อหยุดพักใจ

เมื่อใดที่เกิดความสับสนวุ่นวาย
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งความสงบจะบังเกิดขึ้น

เมื่อใดที่เกิดความท้อแท้
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งชัยชนะจะบังเกิดขึ้น

เมื่อใดที่เกิดความสิ้นหวัง
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งความสมหวังจะบังเกิดขึ้น

เมื่อใดที่เกิดความโกรธ
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งความเมตตาจะบังเกิดขึ้น

เมื่อใดที่เกิดความทุกข์ไม่สบายใจ
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งความสุขจะบังเกิดขึ้น

เมื่อใดที่เกิดความเศร้าโศก
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งความชุ่มเย็นจะบังเกิดขึ้น

เมื่อใดที่เกิดความมัวเมาหลงผิด
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งแสงสว่าง คือ ปัญญาจะบังเกิดขึ้น

เมื่อใดที่ความโลภ ตระหนี่ถี่เหนียว
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งการให้ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะบังเกิดขึ้น

เมื่อใดที่เกิดความคิดพยาบาท
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งความคิดดี ๆ จะบังเกิดขึ้น

เมื่อใดที่เกิดความอิจฉาริษยา
ลองหยุดพักใจสักนิด
แล้วพลังแห่งความปรารถนาดีจะบังเกิดขึ้น

บทความ..โดย..ชายน้อย

พลังวิเศษ

การสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในใจของตน
คือ การสร้างพลังอันวิเศษ

ลองถามตนเองดูว่า
เรามีพลังวิเศษที่ว่าหรือไม่ ??

พลังวิเศษ
คือ สิ่งที่มหัศจรรย์
ที่สร้างความฝัน..บันดาลความสุข
ให้กับจิตใจของเราได้เป็นอย่างเป็นดี

แต่การจะสร้างพลังวิเศษนี้ได้
ต้องเริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ๒ อย่าง
คือ รักงาน
และเห็นคุณค่าของงาน
แล้วเราจะตื่นขึ้นมาทำงานได้อย่างมีความสุข

พลังแห่งความสุข
ที่เต็มไปด้วยความรัก..ความพอใจ
ในงานที่ทำ
และมองเห็นคุณค่าในงานที่เราทำ
จะทำให้เกิดพลังวิเศษ
ที่สร้างความสำเร็จให้กับงานที่ทำ
ได้อย่างวิเศษที่สุด

แต่เมื่อใดที่เรา
ไม่เห็นคุณค่าของงานที่ทำ
ไม่มีความรักในงานที่ทำ
พลังวิเศษที่มหัศจรรย์เหล่านั้น
ย่อมไม่เกิดในจิตใจของเรา

จะมีแต่ความอ่อนล้า
เหนื่อยหน่าย..ท้อแท้..และสิ้นหวัง

มาเถอะ
มาสร้างพลังวิเศษ
ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา
ลองรักในงานที่เรา
แม้ไม่ชอบงานที่ทำ
แต่จงมองให้เห็นถึงคุณค่าของงานที่เรา
เพื่อที่เราจะได้ปลูกความรัก ความชอบในงานนั้น

งานใดที่เราทำ
จงทำใจให้พอใจ
เพิ่มความรักและเห็นคุณค่าในงานนั้น
แล้วพลังวิเศษจะเกิดขึ้นในใจของเรา

บทความ..โดย..ชายน้อย

มนต์มหาเสน่ห์

มนต์บทนี้
เป็นมนต์ที่สร้างความน่ารัก
ให้กับผู้ใช้มนต์บทนี้เป็นประจำ
และจะทำให้กลายเป็น..คนมีเสน่ห์..

เสน่ห์ของคนเรา
มีอยู่ ๔ ที่ คือ
เสน่ห์ที่กาย..มาดต้องตา
เสน่ห์ที่ปาก..วาจาต้องใจ
เสน่ห์ที่ใจ..ภายในต้องเยี่ยม
เสน่ห์ที่พฤติกรรม..เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน

ทั้ง ๔ อย่างนี้
คือ มนต์มหาเสน่ห์ชั้นยอด
หากผู้ใดใช้มนต์ทั้ง ๔ อย่างนี้
รับรองได้ว่า..
จะต้องได้รับความนิยมยกย่อง
จากคนรอบข้างอย่างแน่นอน

เสน่ห์ที่กาย
เป็นการเสริมสร้างความงดงามภายนอก
ไม่จำเป็นจะต้องแต่งให้สวยเกินงาม
แต่ให้พอเหมาะ..และเหมาะสมกับกาลเทศะ

เสน่ห์ที่ปาก
เป็นการเสริมสร้างยอดมหาเสน่ห์
จะดีหรือร้าย..ก็อยู่ที่ปาก..
เพราะถ้อยคำดี ๆ มีประโยชน์
หากได้พูด..ได้ชื่นชม..ออกมาจากใจจริง
ย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้พูด..และผู้ฟัง

ปากนั้นสำคัญมาก
ขอให้ระลึกเสมอว่า..ขอให้เราพูดดีทุกคำ..
แล้วทุกคำที่เราพูด..จะเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์..

เสน่ห์ที่ใจ
เป็นการเสริมสร้างพลังมหาศาล
เพราะทุกอย่างเริ่มที่ใจ
ใจคิด..ใจสั่งกาย
กายทำ..วาจาพูด
ดังนั้น..ใจของเราต้องคิดดี
ทุกที่..ทุกเวลา..และทุก ๆ วินาที

เสน่ห์ที่พฤติกรรม
เป็นการเสริมสร้างความอ่อนโยน
ทุก ๆ กิจกรรมของพฤติกรรมที่แสดงออก
ขอให้แสดงออกด้วยความอ่อนน้อม.ถ่อมตน..
ให้คิดเสมอว่า..
เราจะอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่นเสมอ
ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กก็ตาม
เพราะถ้าเราอ่อนน้อมมากเท่าไร
คนอื่นจะอ่อนน้อมเกรงใจเราเป็นสิบ ๆ เท่า

เพราะฉะนั้น
ถ้าเราอยากให้มีคนรัก..มีคนเคารพนับถือ..
ขอให้นำมนต์มหาเสน่ห์ทั้ง ๔ บทนี้ไปใช้
แล้วเราจะพบว่า..
ยิ่งใช้..ยิ่งดี..ยิ่งมีคนรัก
ยิ่งใช้..ยิ่งดี..ยิ่งมีคนเคารพนับถือ

ดังยอดมนต์คาถามหาเสน่ห์ที่ว่า
พุทธัง เมตตา เจรจาไพเราะ
ธัมมัง สงเคราะห์อย่าเห็นแก่ตัว
สังฆัง ยิ้มหัวเราะ เมื่อเจอหน้าผู้คน

บทความ..โดย..ชายน้อย

มองต่างมุม

จุดเริ่มต้นของความคิดที่ดี
เกิดจากการมีมุมมองที่แตกต่าง
แต่ไม่แตกแยก

การยอมรับ
และปรับเปลี่ยนมุมมองเข้าหากัน
คือ วิธีการหนึ่งที่ก่อให้เกิดความสามัคคี

มุมมองที่แตกต่าง
อาจทำให้เราเห็นมุมอื่น ๆ ได้หลายมุม
มุมมองทางความคิด
อาจทำให้เราเห็นมุมมองที่หลากหลาย

มุมมองที่มองต่างมุม
หากเรานำส่วนที่แตกต่าง
มาสมานฉันท์ทางความคิด
ย่อมก่อให้ความคิดมีพลังที่ยิ่งใหญ่
ที่จะเป็นกลไกไขไปสู่ความสำเร็จ
และความสงบสุขในสังคมต่อไป

หากเปรียบมุมมองทางความคิด
เหมือนกับสับปะรด
ก็จะทำให้เราเห็นว่า
รอบ ๆ ตัวของเรานั้น
ยังมีมุมมองที่แตกต่างมากมาย

ในความเหมือน..
อาจมีความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ่อนอยู่

ในความแตกต่าง
อาจมีความเหมือนกันได้มาก
ถ้าเราสังเกตดูให้ดี

ในชีวิตจริง
ก็มักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ
สิ่งใดที่เราเคยชิน
เรามักจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

แต่พอเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ
ก็จะทำให้เราเห็นความแตกต่าง

เพราะฉะนั้น
ความคิด..อารมณ์..ความรู้สึก
ย่อมเกิดความแตกต่างอย่างแน่นอน

แต่ถ้าเรารวมเอาอารมณ์..ความรู้สึก
บวกกับความคิดที่ดี
ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล

หนึ่งอารมณ์
บวกความรู้สึก
คูณด้วยพลังความคิด
ผลลัพธ์ที่ได้ นั้นก็คือ..
หนึ่งพลังใจแห่งความสามัคคีที่ยิ่งใหญ่..

บทความ..โดย..ชายน้อย

หลักการบริหารใจ

นักบริหารมืออาชีพ
ต้องอาศัยเทคนิคต่าง ๆ
ในการเป็นเครื่องมือบริหารจัดการในองค์กร

นักบริหารชีวิต
ต้องเริ่มต้นที่การบริหารจิตใจก่อนเป็นอันดับแรก

การที่เราจะบริหารชีวิต
ให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น
เราจะต้องมีเทคนิคในการบริหารจัดการตนเอง

เทคนิคที่ว่านี้ก็คือ..
เทคนิควิธีการบริหารจิตใจ ด้วยหลัก ๕ จ.
๑. ดูใจ
ลองสังเกตดูว่า
ขณะนี้จิตใจของเราเป็นอย่างไร
ดูอารมณ์..ดูความรู้สึก..

๒. ทำใจ
เมื่อดูใจแล้ว
ให้ทำใจยอมรับ
กับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะดีหรือร้ายอย่างไร

๓. ปรับใจ
พยายามปรับใจ..
ปรับอารมณ์และความรู้สึก
ให้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นอยู่ เช่น
ในขณะที่เป็นทุกข์ ก็ปรับใจให้เป็นสุข

๔. รู้ใจ
เมื่อเราปรับใจ..
ก็จะทำให้เรารับรู้
ถึงความรู้สึกนึกคิดของเรา
และรู้อย่างเท่าทัน

๕. เข้าใจ
เมื่อเรารู้จิตใจในขณะนั้น
เวลานั้นเป็นอย่างไร
ก็จะทำให้เราเข้าใจตนเองได้มากยิ่งขึ้น

นี้คือ..
หลักการบริหารจิตใจ
ที่ทำให้ได้ผลดี คือ
ทำให้การกรทำของเราดีขึ้น
ทำให้การพูดของเราดีขึ้น
ทำให้การคิดของเราดีขึ้น

ถ้าบริหารถูก
จิตใจผ่องใส..ก็จะเป็นสุขได้ง่าย
ถ้าบริหารผิด
จิตใจเศร้าหมอง..ย่อมก่อให้เกิดทุกข์

บทความ..โดย..ชายน้อย

สามัคคี..ดีอย่างไร ??

สุขา สังฆัสสะ สามัคคี
ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ นำความสุขมาให้

สามัคคี ก่อให้เกิดพลัง
สามัคคี ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ
สามัคคี ก่อให้เกิดความสงบสุขในหมู่คณะ

หากชุมชนกลุ่มใด
ถึงพร้อมด้วยความสามัคคี
ชุมชนกลุ่มนั้น ๆ
ก็จะเกิดพลังที่ยิ่งใหญ่
จะทำการสิ่งใด ก็จะสำเร็จได้โดยง่ายดาย

หากมีคนถามว่า..
สามัคคี..ดีอย่างไร ?

คำตอบที่ผู้ถามจะได้รับ คือ..
สามัคคี ดี ๓ อย่าง

๑. ดีที่ตัว
ความสามัคคีเริ่มจากตัวเราเป็นอันดับแรก
เกิดจากความคิดตนเอง
ที่จะก่อให้เกิดพลังต่าง ๆ ตามมา
เราก็จะแสดงพลังเหล่า นั้นออกมา
โดยการให้ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ
ในการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างตั้งใจ
แต่ถ้าขาดความรับผิดชอบต่อตนเองแล้ว
ความสามัคคีย่อมไม่เกิดขึ้น

๒. ดีทุกที่
ความสามัคคีเกิดขึ้นที่แห่งใด
ที่นั้น ๆ ย่อมเกิดความสงบสุข
ความสามัคคีมีที่ไหน
ความสงบสุขย่อมมีที่นั้น

หรือแม้แต่ชุมชนใด
มองเห็นคุณค่าของความสามัคคี
ย่อมสร้างความสามัคคี
ให้เกิดขึ้นในสถานที่นั้น ๆ
ความสามัคคีจะส่งผลสำเร็จ
ในที่นั้น ๆ อย่างง่ายดาย

๓. ดีทุกคน
ความสามัคคี
คือ พลังที่ยิ่งใหญ่
หากเราจะทำการสิ่งใด
ถ้าทำคนเดียว
ก็อาจจะเหนื่อยมากขึ้น ลำบากมากขึ้น
เพราะต้องใช้ทั้งกำลังกายและกำลังความคิด
และอาจต้องใช้เวลาทำมากขึ้นเป็นลำดับ

แต่ถ้ามีงานใด
ที่เราจะต้องร่วมแรง ร่วมใจกันทำ
หากเราช่วยกัน
ก็จะสำเร็จได้โดยง่าย

เหมือนการสร้างตึก
ถ้าคน ๆ เดียวสร้างตึก ๑๐ ชั้น
๑๐๐ ปี ไม่รู้ว่าจะสร้างเสร็จหรือเปล่า

แต่ตรงกันข้าม
ถ้าคน ๑๐ คน สร้างตึก ๑๐๐ ชั้น
ก็คงใช้เวลาไม่กี่ก็สำเร็จ

เพราะฉะนั้น
ความสามัคคีมีที่ไหน
ที่นั้นย่อมมีแต่ความสงบสุข

บทความ..โดย..ชายน้อย

เรียนรู้โลก..เรียนรู้ตนเอง..

ตลอดเวลาในชีวิตของเรา
หลายคนผ่านประสบการณ์ในชีวิตมามากมาย
ผ่านร้อน..ผ่านหนาว..

หลายครั้ง
ที่เราพยายามที่จะเรียนรู้โลกภายนอก
ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่เราหลงลืมที่จะเรียนรู้..
โลกภายในจิตใจของตนเอง..

ทำไม ??
เมื่อเวลาที่เราเจอปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต
เรามักมองข้ามตนเอง
ไปให้ความสนใจต่อสิ่งภายนอกมากเกินไป
เมื่อเกิดความทุกข์ในจิตใจ
เราจึงเรียนรู้ปัญหาเหล่านั้นไม่เท่าทัน

นั่นเป็นเพราะว่า..
เราให้ความสนใจโลกภายนอกมากเกินไป
จึงลืมที่จะให้เวลาตนเอง
ได้ศึกษาโลกภายใน คือ จิตใจของเราเอง

โลกภายนอกอาจดูกว้างใหญ่
ยิ่งศึกษาเท่าไร..
อาจดูว่า..เราได้พยายามเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น

หากเปรียบกับโลกภายใน
ที่อาจดูว่า..คับแคบ..
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ยิ่งศึกษามากเท่าไร..ทำให้เราค้นพบว่า..
โลกภายนอกดูกว้างใหญ่..
แต่ก็ยังคับแคบกว่าโลกภายใน คือ จิตใจของเรา

เพราะสภาพของจิตใจ
ความสุข..ความทุกข์
อารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ
ไม่มีที่สิ้นสุด..ไม่มีประมาณ
ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ล้วนเป็นนามธรรม
เป็นสภาวธรรมที่เรียนรู้ไม่มีวันจบ

แต่ถึงอย่างไร
โลกจะกว้างใหญ่เพียงใด
ขอเพียงเราหาโอกาสได้เรียนรู้
โลกภายใน คือ จิตใจของเราบ้าง

แล้วเราจะได้ชื่อว่า..
เรียนรู้โลกทั้งสองอย่างเข้าใจ

สุขหรือทุกข์
อยู่ที่ใจของเราจะคิด

คิดให้เป็นสุข..มันก็สุข
คิดให้เป็นทุกข์..มันก็ทุกข์
ทุกข์-สุข จึงขึ้นอยู่ที่ความคิดของเรา

บทความ..โดย..ชายน้อย

เริ่มต้น..ที่กล้าก้าว

การเริ่มต้น
ไม่มีคำว่า..สาย..เกินไป
สำหรับผู้มีความตั้งใจ

การไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรต่างหาก
เป็นความผิดพลาดของคนที่ท้อแท้..ผิดหวัง..

การเริ่มต้น
จึงเป็นการมองหาแนวทาง
การดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

มีหลายครั้ง
ที่หลายคน..พอจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ..
มักจะลืมความตั้งใจ
จึงพลาดโอกาสที่ดีในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

คนที่ไม่รู้ว่า..
จะเริ่มต้นชีวิตอย่างไร ??
นั่นคือ..จุดบอดของชีวิต
เพราะไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตไปในรูปแบบใด

ชีวิตที่ดี
เกิดจากการมองชีวิตที่ถูกต้อง..ถูกทาง..
แล้วเริ่มต้น..กล้าที่จะก้าวเดินต่อไป..อย่างมั่นใจและมั่นคง


เมื่อก้าวเดิน..
บ่อยครั้งที่เราจะต้องพบเจอทางตันของชีวิต
ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ใจ
ลองหันหลังเดิน
แล้วเดินถอยกลับมาที่จุด ๆ เดิม
บางครั้งเราอาจจะเจอทางแยกของชีวิต
ที่มีทางออกให้เราได้เลือก
และก้าวเดินต่อไป

หลายคน
เมื่อเจอทางตันของชีวิต
มักจะหยุดนิ่ง..โดยไม่ยอมทำอะไรเลย

การหยุดนิ่ง
แล้วนั่งท้อแท้..เป็นทุกข์สิ้นหวัง..
กลับจะทำให้ชีวิตเราอับเฉา

แต่การเริ่มต้น..
กล้าที่ก้าวเดินออกมา
จากที่..ที่เคยท้อแท้และสิ้นหวัง..
เพื่อเดินทางก้าวออกไป
หาหนทางที่ดีที่สุดในชีวิตต่อไป..

เชื่อแน่ว่า
เมื่อเจอทางตันของชีวิต
หากเดินถอยกลับมาหาจุดเริ่มต้น
ย่อมทำให้เราได้มองเห็นจุดบกพร่องต่าง ๆ
ในชีวิตของเราได้อย่างแน่นอน

แล้วเราพร้อมที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องนั้นบางหรือไม่ ??

บทความ..โดย..ชายน้อย

ดวงไม้ในสายลม

ต้นฝนฤดูหนาว
กับหลายสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ดอกไม้ในสายฝน
กลับกลายเป็นดอกไม้ในสายลม
ที่พัดพาเอาความชุ่มฉ่ำเย็น
เข้ามาในจิตใจของผู้ที่เป็นเจ้าของดอกไม้

ดอกไม้
สายลม
และแสงแดด

หากเปรียบชีวิตของเรา
เป็นเช่นกับดอกไม้
ชีวิตที่เริ่มต้น
คงเปรียบได้เช่นกับ
ดอกไม้ที่กำลังจะเบ่งบาน
รอรับแสงแดดในยามเช้า
และสายลมพัดในยามเย็น
ที่จะทำให้ดอกไม้ชีวิตเบ่งบานได้เต็มที่

ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน
บางครั้งต้องมีผู้สนับสนุน
คอยให้คำแนะนำ..คอยว่ากล่าวตักเตือน..
เหมือนแสงแดด..
ที่แผดเผา..ร้อนระอุ..แต่ดูอบอุ่น

เหมือนสายลม..แห่งกำลังใจ
ที่พัดพาความชุ่มฉ่ำ ชุ่มเย็น และชื่นใจ

ชีวิตของคนเรา
หากขาดคำแนะนำ..คำตักเตือน
ชีวิตก็มีโอกาสพลาดพลั้งได้ง่าย
ชีวิตที่ขาดกำลังใจ
ก็เปรียบเสมือนกับต้นไม้ที่ขาดน้ำ
ไม่นานคงเหี่ยวเฉาตาย..

ดอกไม้แห่งชีวิต..จะงดงามเพียงใด
ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
ของสายลมและแสงแดด
ที่จะช่วยปรับความสมดุลให้กับธรรมชาตินั้น ๆ

ดอกไม้จะสวยงามที่สุด
ดอกไม้จะงดงามที่สุด
ขึ้นอยู่กับการนำมาประดับแต่งไว้
ในทิศทางที่ถูกต้อง

ชีวิตจะงดงาม
ขึ้นอยู่กับการจัดตกแต่งใจของตนเองให้งดงาม และถูกต้อง
เหมือนดอกไม้ประดับในแจกัน ฉันนั้น

บทความ..โดย..ชายน้อย